เนื้อหอมไม่เบา!4 ทีมพรีเมียร์ลีกรุมทึ้งแย่งตัวลินการ์ด

เจสซี่ ลินการ์ด มิดฟิลด์ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตกเป็นข่าวเป็นที่ต้องการของ 4 ทีมในเวทีพรีเมียร์ลีก โดย 90min สื่อกีฬาจากต่างประเทศรายงานว่าทีมเหล่านั้นพร้อมลงมือชิงตัวในช่วงซัมเมอร์นี้

    เจสซี่ ลินการ์ด ทำผลงานไม่เป็นที่น่าประทับใจเท่าไหร่ หลังไม่สามารถประตูและแอสซิสต์ได้เลยใน พรีเมียร์ลีก และยิ่ง แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ตัว บรูโน่ แฟร์นันด์ส เข้ามาเสริมทัพ ทำให้โอกาสการลงสนามของ แข้งดีกรีทีมชาติอังกฤษ ก็ลดน้อยลงไปอีก

    ล่าสุด 90min ระบุว่า มี 4 ทีมระดับพรีเมียร์ลีกต่างจ้องดึงตัว ลินการ์ด ไปร่วมทีมประกอบไปด้วย เลสเตอร์ ซิตี้, เอฟเวอร์ตัน, เวสต์แฮม และ นิวคาสเซิล  ในช่วงซัมเมอร์นี้ อย่างไรก็ตาม แม้สัญญาฉบับปัจจุบันของ ลินการ์ด จะหมดลงในปี 2021 แต่ทาง "ปีศาจแดง" เล็งที่จะขยายต่อสัญญาไปอีกหนึ่งปีเช่นกัน

    ทั้งนี้ ลินการ์ด และ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา กุนซือ แมนฯ ยูไนเต็ด ต่างมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันตั้งแต่ที่แข้งวัย 27 ปีเป็นนักเตะเยาวชน ซึ่งจากรายงานฉบับก่อนเผยว่า ลินการ์ด ตั้งใจที่จะต่อสู้เพื่อแย่งชิงตำแหน่งในถิ่น โอลด์ แทรฟฟอร์ด ต่อไป แต่ "ปีศาจแดง" เองก็พร้อมปล่อยตัวออกไปเพื่อระดมเงินดึงตัว เจดอน ซานโช่ ปีกดาวรุ่งจาก โบรุสเซียร์ ดอร์ทมุนด์ เข้ามา

คูตี้รอดซะงั้น!บาร์ซ่าพร้อมโละแข้งชุดใหญ่ 8 รายเล็งปล่อยให้ทีมพรีเมียร์ฯ

งานนี้ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ไม่มีเอี่ยว! บาร์เซโลน่า พร้อมปล่อยผู้เล่นทีมชุดใหญ่ถึง 8 ราย โดยเล็งจะปล่อยให้กับทีมในศึกพรีเมียร์ลีกในช่วงซัมเมอร์นี้ ตามรายงานจาก เดลี่ สตาร์ สื่อจากประเทศอังกฤษ

    สื่อดังกล่าว รายงานว่า บาร์เซโลน่า พร้อมโละผู้เล่นทีมชุดใหญ่ 8 คน ซึ่งประกอบไปด้วย 3 ตัวรุกอย่าง อองตวน กรีซมันน์ ดาวยิงเจ้าของค่าตัว 89 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 3,500 ล้านบาท หลังมีปัญหาในการเล่นในถิ่นคัมป์นู, อุสมาน เดมเบล่ ที่เจอปัญหาอาการบาดเจ็บเล่นงานตลอดทั้งซีซั่น และ หลุยส์ ซัวเรซ กองหน้าอุรุกวัยวัย 33 ปีที่อยู่ในช่วงโรยรา

    นอกจากนี้ ยังมีผู้เล่นคนอื่น ๆ อย่าง อาร์ตูโร่ วิดาล และ อิวาน ราคิติช 2 มิดฟิลด์ตัวกลาง รวมถึงผู้เล่นในแนวรับอย่าง ซามูเอล อุมติตี้, เนลสัน เซเมโด้  และ เซร์จี้ โรแบร์โต้ ซึ่งทั้งหมดอยู่ในข่ายที่จะโดนขายออกไป โดยทางสื่อดังกล่าวเชื่อว่า "เจ้าบุญทุ่ม" ติดต่อไปหาบรรดาทีมใน พรีเมียร์ลีก​ เพื่อแจ้งถึงลิสต์รายชื่อนักเตะที่พวกเขาพร้อมขายในช่วงซัมเมอร์นี้​แล้ว

    ส่วนในรายของ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ เพลย์เมคเกอร์บราซิเลี่ยน ที่มีอนาคตไม่นอนในถิ่น คัมป์ นู มาโดยตลอดและตอนนี้ถูกปล่อยให้ บาเยิร์น มิวนิค ยืมตัวไปใช้งาน โดยรายงานจาก เดลี่ สตาร์ ระบุว่า กีเก้ เซเตียน เทรนเนอร์บาร์ซ่า หวังจะนำเอาตัวกลับมาใช้งานต่อในทีมชุดใหญ่ และไม่มีชื่ออยู่ในข่ายจะโดนปล่อยออกจากทีม

ทีมที่เหมาะ!อัสปริย่าแนะฮาเมสย้ายซบแมนยู

ฟาอุสติโน่ อัสปริย่า อดีตหัวหอกชาวโคลอมเบีย ระบุ ฮาเมส โรดริเกซ ควรจะบอกลา เรอัล มาดริด แล้วไปซบ แมนฯ ยูไนเต็ด ชี้ แข้งวัย 28 ปีมีฝีเท้าดีอยู่แล้ว และควรจะเล่นให้กับทีมที่อยากใช้งานเขาจริงๆ
    ฟาอุสติโน่ อัสปริย่า อดีตกองหน้าคนดังชาวโคลอมเบีย แนะนำ ฮาเมส โรดริเกซ กองกลางรุ่นน้องว่าควรจะย้ายไปอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยอดสโมสรแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เพราะคิดว่าอีกฝ่ายจะเหมาะกับที่นั่น

    หลังจากทำผลงานได้โดดเด่นกับ เอฟซี ปอร์โต้, อาแอส โมนาโก รวมถึงกับทีมชาติโคลอมเบียในศึก ฟุตบอลโลก 2014 โรดริเกซ ก็โดน เรอัล มาดริด ดึงไปร่วมทัพในช่วงซัมเมอร์ของปี 2014 ด้วยค่าตัวที่เชื่อกันว่าสูงถึง 63 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,520 ล้านบาท) แต่แข้งวัย 28 ปีก็ไปไม่สวยกับที่นั่นจนถึงขั้นเคยโดนปล่อยให้ บาเยิร์น มิวนิค ยืมตัวไปใช้งาน 2 ฤดูกาล แถมสุดท้ายแล้ว บาเยิร์น ก็ไม่ซื้อขาดเขาด้วย จนทำให้ โรดริเกซ ต้องกลับมาอยู่กับ มาดริด ในซีซั่นนี้ และอนาคตของเขาในถิ่น ซานติอาโก้ เบร์นาเบว ก็ยังดูไม่ดีเท่าที่ควร ส่งผลให้เจ้าตัวตกเป็นข่าวเกี่ยวกับการย้ายทีมอีกครั้ง

    อัสปริย่า เผยว่า "แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะเป็นทีมที่เหมาะกับ ฮาเมส เลย พวกเขาไม่ได้แชมป์มาเป็นเวลานานแล้ว และพวกเขาก็กำลังคิดเกี่ยวกับการเสริมทัพให้แข็งแกร่งขึ้นสำหรับการเล่นในฤดูกาลหน้า พวกเขามียนักเตะฝีเท้าดีอยู่ในทีมหลายคน อย่างเช่น ฆวน มาต้า ที่มีสไตล์คล้ายกับ ฮาเมส แม้ว่าเขาจะมีความกระฉับกระเฉงมากกว่า และเน้นเล่นเกมรุกมากกว่าก็ตาม ผมคิดว่า ฮาเมส จะเข้ากับทีมนั้นได้อย่างง่ายดายเลย"

    "ฮาเมส จำเป็นต้องย้ายไปอยู่กับทีมที่เขาจะได้ลงเล่น, สโมสรที่โค้ชต้องการเขาจริงๆ และอยากได้เขาอยู่ในทีม ไม่ใช่ทีมที่เขาจะเป็นเพียงการเสริมทัพที่ทำให้ดูฮือฮา หรือถูกซื้อโดยความคิดที่แปลกๆ ของประธานสโมสร การที่เขามีพรสวรรค์ดีแบบนั้นมันทำให้เขาสามารถเล่นกับทีมไหนก็ได้ทั้งนั้น"

มีคำตอบอยู่แล้ว?เดอบรอยน์เผยจะโหวตให้ใครซิวแข้งยอดเยี่ยมพีเอฟเอ

เควิน เดอ บรอยน์ มิดฟิลด์ แมนฯ ซิตี้ ระบุ ถ้ามันมีการเลือกแข้งยอดเยี่ยมของ พีเอฟเอ กันตามปกติ ตนก็จะเลือกโหวตให้ ซาดิโอ มาเน่ ชี้ ซีซั่นนี้ มาเน่ เป็นทุกอย่างให้กับ "หงส์แดง" เลย

    เควิน เดอ บรอยน์ กองกลางคนเก่งของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ สโมสรดังแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กล่าวว่าตนจะเลือกโหวตให้ ซาดิโอ มาเน่ ยอดปีกของ ลิเวอร์พูล ได้รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของสมาคมนักฟุตบอลอาชีพอังกฤษ (พีเอฟเอ) ในฤดูกาลนี้ไปครอง ถ้ามันมีการเปิดให้โหวตกันตาามปกติ

    ก่อนหน้าที่ศึก พรีเมียร์ลีก ซีซั่นนี้จะโดนสั่งพักการแข่งขันนั้น เดอ บรอยน์, มาเน่ และ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กองกลางกัปตันทีม ลิเวอร์พูล ถูกยกให้เป็นตัวเต็งลำดับต้นๆ ที่จะได้รางวัลแข้งยอดเยี่ยมของ พีเอฟเอ ไปเชยชม หลังจากทั้งหมดต่างก็ทำผลงานได้โดดเด่นสุดๆ แต่สุดท้ายการมอบรางวัลประจำฤดูกาล 2019-20 ก็ไม่สามารถจัดตามปกติได้เพราะปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

    หลังจากโดน บีที สปอร์ต สื่อกีฬาของเมืองผู้ดีถามว่าเขาจะเลือกใครเป็นแข้งยอดเยี่ยม พีเอฟเอ นั้น เดอ บรอยน์ ก็ตอบว่า "ผมคงจะเลือก มาเน่ ผมคิดว่าฤดูกาลนี้เขาเป็นทุกอย่างให้กับ ลิเวอร์พูล เลย เขามีความสำคัญกับทีมมากๆ ดังนั้นถ้าผมต้องเลือกใครสักคนแล้วล่ะก็ ผมก็คงจะเลือก มาเน่ นี่แหละ"

เจมส์ วอร์ด-พราวส์ ! เหตุผลที่ คล็อปป์ ควรดึงมาเสริมทัพ ลิเวอร์พูล

ช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมาดูเหมือน ลิเวอร์พูล จะผูกมิตรสัมพันธ์กับ เซาธ์แฮมป์ตัน เป็นอย่างดี เพราะ "หงส์แดง" มักจะดึงนักเตะฝีเท้าพระกาฬจากทัพ "นักบุญ" มาเสริมแกร่งหลายต่อหลายคน แถมแต่ละคนก็ทำผลงานได้น่าประทับใจมากๆ ซะด้วย
         เอาเฉพาะแค่พอจำๆ ได้ก็มี ซาดิโอ มาเน่, เฟอร์จิล ฟาน ไดค์, อดัม ลัลลาน่า, นาธาเนียล ไคลน์ และ เดยัน ลอฟเรน เป็นต้น นักเตะเหล่านี้ผ่านการขัดเกลาฝีเกือกจากค่าย "เดอะ เซนต์ส" ก่อนจะมาโด่งดังเป็นทวีคูณเมื่อย้ายมาเล่นในถิ่นแอนฟิลด์

         อย่างไรก็ตามช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ลิเวอร์พูล ไม่ได้แวะเข้าไปเคาะประตูถิ่นเซนต์ แมรี่ส์ เพื่อเสาะหาแข้งชั้นดีของ เซาธ์แฮมป์ตัน นับตั้งแต่ที่พวกเขาพรากยอดกองหลังเลือดดัตช์อย่าง ฟาน ไดค์ มาร่วมทัพเมื่อเดือนมากราคม 2018

         แต่ตอนนี้ดูเหมือนเหล่าแฟนคลับ "นักบุญ" ต้องมีอาการขนแขนยังขนทุกส่วนลุกซู่อีกครั้ง เมื่อ คล็อปป์ ชำเลืองเมียงมองพร้อมหมายตานักเตะรายหนึ่งที่ฟอร์มประทับใจกุนซือชาวเยอรมันอย่างมาก และจับตาแข้งรายนี้มานานพอสมควร เพราะฟอร์มการเล่นและสไตล์เข้ากับระบบ "เกเก้นเพรสซิ่ง" อย่างมาก

         เจมส์ วอร์ด-พราวส์ กองกลางร่างเล็กใจใหญ่ คือผู้เล่นจากรัง "นักบุญ" รายล่าสุด ที่ คล็อปป์ หมายตาเอาไว้  โดยนักเตะรายนี้เป็นคีย์แมนสำคัญของ เซาธ์แฮมป์ตัน นับตั้งแต่ปี 2012 เมื่อเจ้าตัวแจ้งเกิดกับทีมชุดใหญ่ครั้งแรก

        หลายคนมองว่า มิดฟิลด์เจ้าของส่วนสูง 173 เซนติเมตร ไม่น่าจะเป็นตัวเลือกต้นๆ ของ คล็อปป์ แต่เมื่อดูจากข้อมูลของนักเตะแล้วต้องบอกเลยว่า  วอร์ด-พราวส์ อาจจะเป็นตัวเลือกสำคัญที่ นายใหญ่หน้าเปื้อนยิ้ม อยากได้มาเสริมแกร่งในช่วงซัมเมอร์นี้

        วอร์ด-พราวส์ มักจะถูกจับเล่นมิดฟิลด์ตัวกลางซึ่งเป็นตำแหน่งประจำของเขากับ เซาธ์แฮมป์ตัน โดยหากมองจากตำแหน่งนี้ "หงส์แดง" อัดแน่นไปด้วยแข้งคุณภาพอย่าง ฟาบินโญ่, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, จอร์จินโย่ ไวนัลดุม และ นาบี เกอิต้า

        กระนั้น ดาวเตะวัย 25 ปีอาจจะไม่ใช่ตัวเลือกที่ คล็อปป์ อยากดึงมาเล่นในแผงมิดฟิลด์ เพราะ วอร์ด-พราวส์ มีศักยภาพในตำแหน่งอื่นด้วย นั่นก็คือ "ฟูลแบ็ก" ซึ่งเขาลงทำหน้าที่นี้มากว่า 500 นาทีในยุคของ ราล์ฟ ฮาเซนฮัทเทิล กุมบังเหียน "นักบุญ" ในฤดูกาลนี้

        อย่างลืมว่า คล็อปป์ เป็นกุนซือที่สายตาเฉียมคมมากๆ ในการดึงศักยภาพของนักเตะออกมาให้เหมาะสมกับตำแหน่ง ยกตัวอย่าง ไวนัลดุม ตอนที่ย้ายจาก นิวคาสเซิ่ล มาเล่นให้ ลิเวอร์พูล เขามาในฐานะผู้เล่นหมายเลข 10 (เพลย์เมกเกอร์) แต่แล้วไง แข้งเลือดดัตช์ไม่เคยได้เล่นในบทบาทนั้นเลย และกลายเป็นว่าทำหน้าที่อย่างสุดยอดในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับ บางครั้งก็ทำหน้าที่เป็นโฮลดิ้ง มิดฟิลด์ ได้ไม่มีที่ติด้วย

        ฉะนั้น  วอร์ด-พราวส์ มีโอกาสอย่างมากที่ คล็อปป์ เลือกที่จะดึงมาร่วมทีมเพื่อทำหน้าที่เป็นกำลังเสริมในตำแหน่งแบ็กขวา เพราะด้วยการเป็นนักเตะสารพัดประโยชน์จึงเป็นเรื่องง่ายมากๆ ที่เขาจะพัฒนาศักยภาพให้ได้เห็นกับ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์
 
       จริงๆ แล้ว วอร์ด-พราวส์ น่าจะมาเป็นตัวตายตัวแทนของ เจมส์ มิลเนอร์ ได้อย่างลงตัวเช่นกัน เพราะจากสถิติของ จอมเก๋าเลือดผู้ดี เขาพร้อมที่จะลงทำหน้าที่ในตำแหน่งฟูลแบ็กจำเป็นเวลาที่ คล็อปป์ ต้องการ และผลงานก็ถือว่าสอบผ่านเลยทีเดียว

       กรณีนี้ก็คล้ายๆ กับ ดไวท์ แม็คนีล กองกลางดาวรุ่งของเบิร์นลี่ย์ ที่มีคุณสมบัติสามารถลงทำหน้าที่ในตำแหน่งแบ็กซ้ายก็ได้หาก คล็อปป์ ดึงตัวมาร่วมทีม แต่กระนั้นมีความเป็นไปได้สูงที่ค่าตัวของเขาจะแพงกว่า วอร์ด-พราวส์ แถมศักยภาพอาจจะไม่สามารถคุมแดนกลางได้เหมือนกับ มิลเนอร์

       จากการพูดคุยกับ จอช วิลเลี่ยมส์ นักวิเคราะห์ประจำถิ่นแอนฟิลด์ ระบุว่าเหตุผลที่ คล็อปป์ ควรจะดึง วอร์ด-พราวส์ มาเสริมทัพ "วอร์ด-พราวส์ เล่นลูกเซตพีซได้ดีเยี่ยมมากๆ คุณไม่มีทางหาใครที่เจ๋งกว่าเขาในลีกแล้ว ผมจินตนาการออกเลยว่าเขาจะไปรับบอลตรงพื้นที่ที่มีที่ว่างไม่มากนักได้ ซึ่ง เทรนต์ ก็ต้องเจอแบบนั้น และสามารถเปิดบอลเข้าไปในเขตโทษ"

       "การเปิดบอลแบบนั้นเป็นเหมือนฝันสำหรับแนวรุกในการที่จะจบสกอร์ หากมองในแง่ของสไตล์การเล่นตามธรรมชาติของเขา แม้ว่าเขาจะมีเทคนิคในแบบนักเตะกองกลาง แต่ผมคิดว่าหากจับเขาเล่นเหมือนกับ เทรนต์ ซึ่งมีส่วนสำคัญมากๆ กับเกม และเขาสามารถเปิดบอลได้น่ากลัวพอๆ กัน"

       อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ว่า วอร์ด-พราวส์ เคยเล่นในตำแหน่งฟูลแบ็กมาพอสมควร ฉะนั้นนี่จึงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับเขา

       ในขณะเดียวกันดาวเตะ "นักบุญ" สร้างชื่อให้กับตัวเองในฐานะหนึ่งในนักเตะที่ยิงฟรีคิกได้ดีที่สุดในเมืองผู้ดี นับตั้งแต่ที่ก้าวขึ้นมาเล่นพรีเมียร์ลีก เมื่อปี 2012 เขาซัดฟรีคิกเข้า 5 ประตูตั้งแต่ต้นฤดูกาล 2015/16 เทียบเท่ากับ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ อดีตเพลย์เมกเกอร์ "หงส์แดง" ที่ทำได้ในช่วงเวลาเดียวกัน

       ฤดูกาลนี้ วอร์ด-พราวส์ ซัดไปแล้ว 4 ประตู และ 3 แอสซิสต์ แต่สถิติที่ดีที่สุดของเขาอยู่ที่การเข้าสกัดโดนบอลโดยมีค่าเฉลี่ย 2.5 ต่อเกม ที่จริงแล้วซีซั่นก่อนเป็นฤดูกาลที่เขามีค่าเฉลี่ยการเข้าสกัดโดนบอลสูงที่สุดในอาชีพการเล่นที่ 1.4 ครั้งต่อเกม แต่ในฤดูกาลนี้เขาทำได้ดีกว่านั้นถึงขนาดเฉลี่ยแล้วมากกว่า 1 ครั้งต่อเกมด้วยซ้ำ

       "เทคนิคของเขาชั้นยอดเลย มันไม่ดีแน่สำหรับผู้รักษาประตูที่ต้องไปยืนอยู่ตรงนั้น ขณะที่ พราวซี่ย์ ก้าวเท้าไปยิงฟรีคิก แต่เขาก็ยังทำเกมได้อย่างวิเศษด้วย และยังต่อสู้แย่งบอลไปทั่วทั้งสนามด้วย พราวซี่ย์ เป็นเครื่องจักร เขาวิ่งไปทั่ว และไม่เคยเหนื่อย"  ฮาเซนฮัทเทิล กล่าวชมลูกศิษย์คนเก่ง

        หากต้องถูกจับไปเล่นแบ็กขวาแน่นอนว่า วอร์ด-พราวส์ คงต้องใช้เวลาปรับตัวพอสมควร แต่จากข้อมูลที่เห็นแสดงให้เห็นว่าเขาสามารถเล่นในตำแหน่งนี้ได้ โดยเฉพาะเซนต์เกมรุกซึ่งจะช่วยแบ่งเบาภาระให้กับ "เจ้าหนูเทรนต์" ได้เป็นอย่างดี

        จุดด้อยของ วอร์ด-พราวส์ ซึ่งเล่นให้ เซาธ์แฮมป์ตัน 269 เกม และยิงไปแล้ว 23 ประตูกับ 33 แอสซิสต์ ก็คือเขาเล่นเกมรับไม่ค่อยดีนัก แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่โตเมื่อต้องรับมือกับคู่แข่ง เพราะนักเตะสามารถที่จะปรับตัวได้

        ในขณะเดียวกันช่วงซัมเมอร์นี้ อดัม ลัลลาน่า ก็เตรียมที่จะลา "หงส์แดง" ส่วน มิลเนอร์ ก็อยู่ในช่วงบั้นปลายอาชีพพ่อค้าแข้งเนื่องจากอายุ 34 ปีแล้ว และคงเล่นได้อีกหนึ่งหรือสองซีซั่น ดังนั้น สตาร์ "เดอะ เซนต์ส" จึงสามารถเข้ามาช่วยเติมเต็มในแผงมิดฟิลด์ รวมทั้งการมีโควตานักเตะอังกฤษอยู่ในทีมเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งเป็นไปตามกฎพรีเมียร์ลีก ที่ต้องมีผู้เล่นโฮม โกรน (ผู้เล่นท้องถิ่น) อย่างน้อย 8 จาก 25 นักเตะในทีม

         หาก วอร์ด-พราวส์ ย้ายมาเล่นกับ ลิเวอร์พูล จริงๆ ถือเป็นการเสริมทัพที่ได้ประโยชน์อย่างมาก เพราะจะได้นักเตะสารพัดประโยชน์ที่เหมาะสไตล์ของ คล็อปป์ จริง

แต้มเฉลี่ยต่อเกม! ยูฟ่าแนะวิธีหาโควตาทีมลุยบอลยุโรป

ยูฟ่าแนะนำให้แต่ละลีกใช้การคิดแต้มเฉลี่ยต่อเกมมาเลือกทีมลุยบอลยุโรป ในกรณีที่ลีกนั้นกลับมาแข่งต่อไม่ได้แล้ว

สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) เสนอแนวทางสำหรับการเลือกโควตาหาทีมไปเล่นในฟุตบอลสโมสรยุโรปฤดูกาลหน้า กรณีที่ลีกไหนไม่สามารถกลับมาแข่งขันในฤดูกาลนี้ต่อได้ ด้วยการแนะนำให้ใช้การนับค่าเฉลี่ยคะแนนต่อเกม

ยูฟ่าเพิ่งจะจัดการประชุมครั้งล่าสุดผ่านทางวิดีโอคอลในวันนี้ (23 เมษายน) โดยยังคงยืนยันว่าต้องการให้แต่ละลีกนั้นได้กลับมาแข่งขันต่อจนจนฤดูกาลนี้ แต่ก็เน้นย้ำว่าสุขภาพและความปลอดภัยของทุกคนที่เกี่ยวข้องเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในช่วงเวลานี้

ขณะเดียวกัน ในกรณีที่หากมีลีกไหนไม่สามารถกลับมาแข่งขันต่อจนจนซีซั่นได้ ยูฟ่าก็หาทางออกด้วยการแนะนำให้ใช้วิธีคิดคะแนนเฉลี่ยต่อเกม นั่นคือการนำจำนวนคะแนนที่ได้มาหารกับจำนวนที่ลงเล่นไปแล้ว

Where Chelsea would finish if the Premier League decided to award Champions League qualification based on points per game.

1. Liverpool – 2.83
2. Man City – 2.04
3. Leicester – 1.83
4. Chelsea – 1.66
5. Man Utd – 1.55
6. Sheffield Utd – 1.54

ยกตัวอย่างเช่น ลิเวอร์พูล เป็นทีมที่มีคะแนนเฉลี่ยต่อเกมมากที่สุดของพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ที่จำนวน 2.83 (มี 82 แต้ม จาก 29 เกม) ตามด้วยอันดับสอง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่มีค่าเฉลี่ย 2.04 (มี 57 แต้ม จาก 28 นัด), อันดับสาม เลสเตอร์ ซิตี้ ที่มีค่าเฉลี่ย 1.83 (มี 53 แต้ม จาก 29 นัด) และอันดับสี่ เชลซี ที่มีค่าเฉลี่ย 1.66 (มี 48 แต้ม จาก 29 นัด)

หรือหากว่าในกรณีที่ แมนฯ ซิตี้ โดนแบนห้ามไปเล่นบอลยุโรป ทีมที่มีคะแนนเฉลี่ยต่อเกมอยู่ในอันดับห้าอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็จะได้โควตาไปลุยศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลหน้าแทน (ปีศาจแดงมีคะแนนเฉลี่ยต่อเกม 1.55 ด้วยการเก็บไป 45 แต้ม จาก 29 นัด)

ใจนักเตะมาแล้ว!เรอัลมาดริดพร้อมทาบซื้อ “มาเน่”

สื่อดังปูด "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด พร้อมแล้วที่จะทาบซื้อ ซาดิโอ มาเน่ แข้งดาวดัง ลิเวอร์พูล หลังเห็นตัวนักเตะมีใจที่จะย้ายร่วมทีมด้วย
    เรอัล มาดริด ยอดสโมสรลูกหนังแห่งเวที ลา ลีกา สเปน พร้อมที่จะยื่นข้อเสนอขอซื้อตัว ซาดิโอ มาเน่ กองหน้าความเร็วสูงของ ลิเวอร์พูล สโมสรยักษ์ใหญ่ในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ มาร่วมทัพหลังจบฤดูกาลนี้ ตามรายงานจาก ฟร้องซ์ ฟุตบอล สื่อลูกหนังของฝรั่งเศส เมื่อวันอังคารที่ 21 เมษายน ที่ผ่านมา

    เชื่อกันว่า มาเน่ พร้อมพิจารณาที่จะย้ายไปเล่นให้กับ เรอัล มาดริด เพียงทีมเดียวเท่านั้น หากต้องโบกมืออำลาถิ่น แอนฟิลด์ และล่าสุด ฟร้องซ์ ฟุตบอล ระบุว่า "ราชันชุดขาว" พร้อมเช่นกันที่จะออกล่าตัว ดาวเตะทีมชาติเซเนกัลวัย 28 ปี มาวาดลวดลายในสังเวียนแข้ง ซานติอาโก เบร์นาเบว

    คาดกันว่า มาเน่ มีค่าตัวอยู่ที่ราว 132 ล้านปอนด์ (ประมาณ 5,412 ล้านบาท) โดยฤดูกาลนี้เจ้าตัวกระทุ้งไปแล้ว 18 ประตู จากการลงเล่นให้ "หงส์แดง" รวมทุกรายการ 38 นัด

เจ็บสุดต้อง “มาเคด้า”! 10 แข้งดังอดได้เหรียญรางวัลทั้งที่อยู่ทีมแชมป์พรีเมียร์ลีก

บรรดานักเตะที่ค้าแข้งกับสโมสรใหญ่ในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ต่างก็มีความใฝ่ฝันที่จะได้สัมผัสกับตำแหน่งแชมป์สักครั้ง และมันคงจะมีความหมายมากยิ่งขึ้นไปอีก หากได้เหรียญรางวัลการันตีความสำเร็จไปประดับตู้โชว์ที่บ้าน ทว่าช่วงที่ผ่านมาก็มีนักเตะหลายคนเช่นกัน ที่อยู่ในทีมชุดคว้าแชมป์ แต่กลับไม่ได้เหรียญรางวัลคล้องคอเหมือนกับเพื่อนๆ ซึ่งมันเป็นอะไรที่น่าเจ็บปวดอยู่เหมือนกัน และนี่คือ 10 แข้งดังที่ผ่านประสบการณ์แบบนี้มาแล้ว โดยทั้งนี้ทาง พรีเมียร์ลีก นับตั้งแต่เริ่มต้น (1992/93) มาจนถึงฤดูกาล 2012/13 กำหนดให้นักเตะทีมแชมป์ต้องลงเล่นอย่างน้อย 10 เกม ถึงจะได้เหรียญรางวัล ก่อนปรับลดลงมาเหลืออย่างน้อย 5 เกม จนถึงปัจจุบัน  

 

 10. อันเดร ครามาริช (เลสเตอร์ ซิตี้)

    เลสเตอร์ ซื้อ ครามาริช มาจาก ริเยก้า เมื่อเดือนมกราคมปี 2015 ด้วยค่าตัวเป็นสถิติสโมสร ณ เวลานั้นที่ 9 ล้านปอนด์ (ประมาณ 360 ล้านบาท) แต่หัวหอกชาวโครแอตไม่สามารถแย่งชิงตำแหน่งตัวจริงจาก เจมี่ วาร์ดี้ ได้ และในฤดูกาล 2015/16 ครามาริช ได้ลงเล่นเกม พรีเมียร์ลีก แค่ 2 นัดเท่านั้น ก่อนถูกปล่อยตัวให้ ฮอฟเฟ่นไฮม์ ยืมใช้งานช่วงครึ่งซีซั่นหลัง ซึ่งแน่นอนว่า เขาอดได้เหรียญรางวัลในฤดูกาลดังกล่าว ที่ เลสเตอร์ ผงาดคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก มาครองได้แบบช็อกวงการลูกหนัง

 

 

 9. สก็อตต์ พาร์เกอร์ (เชลซี)

    พาร์เกอร์ วนเวียนอยู่ในเมืองหลวงเกือบทั้งชีวิต โดยเล่นให้กับห้าสโมสรดังในกรุงลอนดอนอย่าง ชาร์ลตัน แอธเลติก, เชลซี, เวสต์แฮม ยูไนเต็ด, ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ และ ฟูแล่ม โดยฤดูกาล 2004/05 เขาอยู่ในทัพ "สิงห์บลูส์" ชุดคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก ด้วย แต่ก็ได้แค่ชูถ้วย ไม่ได้เหรียญ หลังได้ลงเล่นแค่ 4 นัด เพราะกุนซือ โชเซ่ มูรินโญ่ นิยมใช้งาน โคล้ด มาเกเลเล่ คู่กับ ติอาโก้ เมนเดส ในแดนกลางมากกว่า 

 

 

 8. กาเบรียล โอแบร์กต็อง (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด)

     ปีกร่างบางชาวฝรั่งเศส ถูกซื้อมาจาก ลอริยองต์ เมื่อช่วงซัมเมอร์ปี 2009 แต่ไปไม่รอดกับระยะเวลา 2 ปีในรัง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด โดยฤดูกาล 2010/11 ถึงแม้ "ปีศาจแดง" ผงาดคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก มาครองเป็นสมัยที่ 12 (หากเป็นลีกสูงสุดถือเป็นสมัยที่ 19) แต่ โอแบร์กต็อง ไม่ผ่านเกณฑ์การได้เหรียญ เพราะลงเล่นแค่ 7 นัดในลีก

 

 

 7. คาร์ลตัน โคล (เชลซี)

     หัวหอกที่เคยพุ่งขึ้นมาได้อย่างน่าจับตามองของ เชลซี โดยฤดูกาล 2005/06 "สิงห์บลูส์" ได้แชมป์ พรีเมียร์ลีก มาครองเป็นสมัยที่สอง แต่ โคล อดได้เหรียญรางวัลไปโชว์ที่บ้านอย่างน่าเจ็บใจ เพราะฤดูกาลดังกล่าวลงเล่นเกมลีก 9 นัด ซึ่งอีกแค่เกมเดียวก็ผ่านเกณฑ์แล้ว

 

 

 6. คาร์โล คูดิชินี่ (เชลซี)

     อยู่รับใช้ เชลซี นานถึง 9 ปี (2000-2009) แถมบางคนยกให้เป็นตำนานคนหนึ่งของสโมสรด้วย จากการที่เคยถูกโหวตให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมของสโมสรในฤดูกาล 2001/02 แต่การมาของ ปีเตอร์ เช็ก (ปี 2004) ทำให้เขาต้องหลุดไปเป็นโกลสำรอง และในช่วงนั้น "สิงห์บลูส์" ก็ก้าวขึ้นมายิ่งใหญ่พอดี ซึ่งแน่นอน คูดิชินี่ เป็นแค่ตัวประกอบและไม่ได้เหรียญรางวัลในฤดูกาล 2004/05 และ 2005/06 ที่ เชลซี ได้แชมป์ พรีเมียร์ลีก

 

 

 5. โชเซ่ โบซิงวา (เชลซี)

    ถือเป็นอีกหนึ่งแข้งผู้โชคร้ายจากค่าย "สิงห์บลูส์" เพราะ โบซิงวา ได้ลงเล่นอย่างต่อเนื่องตลอดช่วง 4 ปีที่อยู่กับ เชลซี แต่ดันมาเจ็บหนักในฤดูกาล 2009/10 ซึ่งเป็นฤดูกาลที่ เชลซี ได้แชมป์ พรีเมียร์ลีก พอดี และด้วยการที่ซีซั่นดังกล่าวเขาลงเล่นเกมลีกแค่ 8 นัด ทำให้เขาอดได้เหรียญรางวัลไปแบบน่าเจ็บช้ำ

 

 

    4. เบน ฟอสเตอร์ (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด)

  ฟอสเตอร์ ย้ายมายังถิ่น โอลด์ แทร็ฟอร์ด เมื่อปี 2005 ซึ่งหลังจากที่ออกไปเล่นให้ วัตฟอร์ด แบบสัญญายืมตัว 2 ปี เขาก็กลับมาร่วมก๊วน "ปีศาจแดง" อีกครั้ง แต่ก็เป็นได้แค่นายประตูอะไหล่สำรองให้กับ เอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์ และก็แน่นอนว่า เขาไม่ผ่านเกณฑ์ที่จะได้เหรียญรางวัลในฤดูกาล 2007/08 (เล่น 1 เกม) และ 2008/09 (เล่น 2 เกม) ที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้แชมป์ พรีเมียร์ลีก มาครอง

 

 

    3. นาธาน อาเก้ (เชลซี)

  อาเก้ เป็นเด็กปั้นของ เชลซี และก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ได้ในปี 2012 แต่ไม่สามารถยกระดับขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญของทีมได้ ซึ่งฤดูกาล 2016/17 เขาถูกกุนซือ อันโตนิโอ คอนเต้ ดึงกลับมาจากสัญญายืมตัวที่ บอร์นมัธ กลางซีซั่น หลังจากที่ทำผลงานได้ดี โดยตอนแรกเป็นที่คาดหมายกันว่า คอนเต้ น่าจะใช้งาน อาเก้ เป็นหนึ่งในแผนการเล่นกองหลังสามตัว ทว่าสุดท้าย อาเก้ ได้รับโอกาสโชว์ฝีเท้าหลังจากที่ เชลซี การันตีตำแหน่งแชมป์ พรีเมียร์ลีก แล้วเท่านั้น จึงอดได้เหรียญรางวัลไปคล้องคอ เพราะลงเล่นแค่ 2 เกม

 

 

    2. เฟเดริโก้ มาเคด้า (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด)

  เมื่อวันที่ 5 เมษายน ปี 2009 มาเคด้า กลายเป็นหัวหอกดาวรุ่งที่บรรดาสาวก "ปีศาจแดง" ต่างพูดถึง หลังเจ้าตัวซัดประตูชัยสุดสวยช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ช่วย แมนฯ ยูไนเต็ด พลิกเชือด แอสตัน วิลล่า 3-2 แบบสุดมันส์ในเกมที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด และหลังจากนั้น 6 วัน มาเคด้า ก็แผลงฤทธิ์อีก ทำประตูชัยให้ทีมบุกไปเชือด ซันเดอร์แลนด์ 2-1 ซึ่งแน่นอนว่า สองเกมนี้มีความหมายอย่างมากในการช่วย "ปีศาจแดง" ผงาดคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2008/09 แต่สุดท้าย มาเคด้า ไม่ได้เหรียญรางวัล เพราะลงเล่นไปแค่ 4 เกมเท่านั้น และหลังจากนั้นชื่อของเขาก็ค่อยๆ จางหายไปจากความทรงจำ

 

 

 1. โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (เชลซี)


    สมัยอยู่กับ เชลซี นั้น ในฤดูกาล 2014/15 ซาลาห์ ได้รับโอกาสลงเล่นเกมลีก 3 นัด ก่อนถูกปล่อยตัวให้ ฟิออเรนติน่า ยืมใช้งานในช่วงครึ่งซีซั่นหลัง และด้วยการที่ลงเล่นแค่ 3 เกม ทำให้ดาวเตะชาวอียิปต์อดได้เหรียญรางวัล ทั้งที่ฤดูกาลนั้น เชลซี ได้แชมป์ พรีเมียร์ลีก แต่ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ซาลาห์ จะได้เหรียญรางวัลแชมป์ พรีเมียร์ลีก กลับไปโชว์ที่บ้านในเร็วๆ นี้ 

คู่แข่งสุดหิน!กิ๊กส์ชูอดีตแข้งอาร์เซน่อลเป็นหนึ่งแข้งที่เล่นด้วยยาก

ไรอัน กิ๊กส์ อดีตยอดปีกของ แมนฯ ยูไนเต็ด ระบุ ลี ดิ๊กซั่น อดีตแข้ง อาร์เซน่อล เป็นหนึ่งในคู่แข่งที่ทำให้ตนเล่นได้ยากมากที่สุด พร้อมรับ ส่วนตัวแล้วชอบดวลกับ ดิ๊กซั่น ที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด รังเหย้าของ "ปีศาจแดง" มากกว่า ไฮจ์บิวรี่
    ไรอัน กิ๊กส์ ตำนานปีกของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรยักษ์ใหญ่ของศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กล่าวยกย่อง ลี ดิ๊กซั่น อดีตยอดฟูลแบ็กของ อาร์เซน่อล ว่าเป็นหนึ่งในคู่แข่งที่ทำให้ตนเจองานยากมากที่สุด

    ด้วยความที่เล่นกับทีมชุดใหญ่ของ แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นเวลามากถึง 14 ปี ทำให้ กิ๊กส์ ได้ดวลกับฟูลแบ็กเก่งๆ หลายราย ซึ่งอดีตดาวเตะชาวเวลส์ก็มีทั้งเกมที่เอาชนะฟูลแบ็กเหล่านั้นได้ และโดนหยุดเอาไว้จนเล่นไม่ออก

    กิ๊กส์ เผยว่า "ผมมักจะพูดอยู่บ่อยๆ ว่า ลี ดิ๊กซั่น คือหนึ่งในคู่แข่งที่ผมรับมือได้ยากมากที่สุด เพราะเขาเป็นคนที่เร็วมากๆ และยังมีความฉลาดในการเล่นด้วย เขามักจะคาดคะเนเรื่องระยะทางได้ถูกเผงอยู่เสมอ ซึ่งปกติแล้วนักเตะในตำแหน่งฟูลแบ็กจะทำอย่างนั้นกันไม่ได้ โดยเฉพาะพวกที่มีความเร็วเป็นจุดเด่น เพราะพวกเขามักจะคิดว่าพวกเขาจะวิ่งไล่ทันไม่ว่าจะห่างกันแค่ไหนก็ตาม"

    "ดิ๊กซั่น มักจะกะระยะทางถูกเสมอ และคุณไม่สามารถหมุนตัวเพื่อหนีจากการประกบของเขาได้ ถ้าคุณได้บอลไปครอง เขาก็จะวิ่งตามไล่คุณได้ทันเพื่อเข้ามาทำให้คุณไม่สามารถหมุนตัวได้ หรือไม่ก็บีบให้คุณรีบทำการตัดสินใจ (จนส่งผลให้อาจเล่นพลาด) อยู่ดี"

    "ไฮจ์บิวรี่ เป็นสนามที่มีขนาดสนามแคบ ดังนั้นผมเลยชอบเจอกับเขาที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด มากกว่า ไฮจ์บิวรี่ ไม่ใช่สนามในฝันของนักเตะในตำแหน่งปีก มันมีขนาดแคบ และพวกเขาก็จะเจอประสบการณ์ที่ยากลำบากตั้งแต่จาก เดวิด ซีแมน ไปจนถึงแนวรับและแผงกลาง พวกเขาเล่นเกมรับกันได้แข็งแกร่งมากๆ ผมเคยดวลกับเขาหลายครั้งเป็นเวลาหลายปี เขาเป็นคนที่ฉลาดมากๆ, มีความกล้าหาญ และบางครั้งยังทำให้คุณต้องวิ่งกลับไปเล่นในแนวหลังด้วย หลายครั้งที่ผมต้องเจอกับคู่แข่งที่หินสุดๆ น่ะ พวกเขาจะทำให้คุณต้องวิ่งกลับไปแนวหลังด้วย อย่างเช่น คาฟู หรือ (ฮาเวียร์) ซาเน็ตติ เป็นต้น"

ไขกระจ่าง!ทำไมเทรนท์ถึงใส่หมายเลข66 และไม่คิดจะเปลี่ยน

ลี แร้ดคลิฟฟ์ หัวหน้าฝ่ายดูแลชุดแข่งของ ลิเวอร์พูล ระบุ สาเหตุที่พวกเขาให้ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ สวมเบอร์ 66 เป็นเพราะทีมมีนโยบายว่าจะให้เบอร์สูงๆ กับแข้งดาวรุ่งจากอะคาเดมี่ เพื่อที่นักเตะเหล่านั้นจะไม่เหลิงจนเกินไป แต่รับ รู้สึกแปลกเหมือนกันที่เห็นคนเบอร์เยอะขนาดนี้ได้ชูถ้วยแชมป์
    ลี แร้ดคลิฟฟ์ หัวหน้าฝ่ายดูแลชุดแข่งของ ลิเวอร์พูล สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เปิดเผยว่าพวกเขาให้ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ แบ็กขวาคนเก่งใส่เบอร์ 66 เพราะมันเป็นนโยบายของทีมที่พยายามจะให้นักเตะดาวรุ่งจากอะคาเดมี่สวมเบอร์ที่เป็นตัวเลขสูงๆ เพื่อที่แข้งเหล่านั้นจะได้ไม่เหลิงจนเกินไป

    หลังจากก้าวขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ได้เป็นครั้งแรกในฤดูกาล 2016-17 แล้วนั้น อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ก็พัฒนาฝีเท้าขึ้นมาได้เรื่อยๆ จนตอนนี้กลายเป็นแบ็กขวาจอมปั้นเกมไปแล้ว โดยซีซั่นก่อนทำไป 16 แอสซิสต์ จากการลงเล่น 40 นัดในทุกรายการ ขณะที่ฤดูกาลนี้ก็ทำไปแล้ว 14 แอสซิสต์ จากการลงสนามในทุกรายการ 40 นัด ซึ่งอีกหนึ่งเอกลักษณ์ของแข้งวัย 21 ปี คือการที่เขาสวมเบอร์ 66 กับ ลิเวอร์พูล ทั้งที่ฟูลแบ็กส่วนใหญ่จะได้ใส่เบอร์ต่ำๆ อย่างเช่นเบอร์ 2 และเบอร์ 3 เป็นต้น

    แร้ดคลิฟฟ์ ให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ ลิเวอร์พูล ว่า "ตอนที่เราให้นักเตะเยาวชนก้าวขึ้นมาจากอะคาเดมี่น่ะ เราก็ตั้งใจพยายามมอบเบอร์สูงๆ ให้พวกเขาอยู่เสมอ เราไม่ชอบให้เบอร์ต่ำๆ กับพวกเขา เพราะพวกเขาอาจจะเหลิงจนคิดว่าพวกเขามีดีพอเป็นตัวหลักของทีมได้ทันที ถ้าคุณเข้าใจความหมายของผมน่ะนะ"

    "เราจะเลือกเบอร์ที่มันว่างๆ ขึ้นมา ในตอนที่เลือกเบอร์น่ะคุณก็จะคิดว่า -เราจะให้เบอร์นี้เพราะเขาเพิ่งก้าวมาจากอะคาเดมี่- มันรู้สึกแปลกอยู่บ้างในตอนที่คุณได้เห็นเขาชูถ้วยแชมป์และฉลองแชมป์พร้อมกับมีเบอร์ 66 อยู่ด้านหลัง ผมอธิบายเป็นคำพูดไม่ถูกเลย มันเป็นเรื่องแปลกที่ได้เห็นเบอร์สูงขนาดนั้น และเป็นเรื่องแปลกด้วยที่ได้เห็นว่ามีคนพอใจกับมัน! นักเตะอย่าง เทรนท์ เป็นคนที่ขอแค่ได้เล่นกับทีมชุดใหญ่ก็ทำให้เขาพอใจแล้ว และแน่นอนว่าเขาไม่รู้สึกตัวหรอกว่าตัวเขาเองน่ะมีดีมากแค่ไหน พูดกันตามตรงนะ เขาไม่เคยขออะไรจากเราเลย"

    "ผมคิดว่าเขาเป็นคนที่สบายๆ จนพอได้เบอร์แล้วก็คงคิดว่า  -โอเค เบอร์นี้ก็ดีแล้วล่ะ ฉันจะรับเบอร์นี้เอาไว้- และคงไม่คิดว่าพอผ่านไปหลายปีแล้วมันจะกลายเป็นเบอร์ที่โดดเด่นแบบนี้"

    "ปกติแล้วน่ะถ้ามีนักเตะจากอะคาเดมี่คนไหนที่อยู่ในทีมชุดใหญ่ได้สัก 1 ปี พวกเขาก็อาจจะขอร้องว่าพวกเขาจะสวมเบอร์ที่ต่ำกว่าเดิมได้รึเปล่า แต่เห็นได้ชัดว่า เทรนท์ ค่อนข้างติดใจเบอร์นี้ เขาไม่เคยขอเปลี่ยนเบอร์เลย หลังจากที่เขาเล่นให้กับทีมชุดใหญ่เป็นฤดูกาลแรกแล้วน่ะ คุณก็รู้สึกตัวว่าเขาจะเป็นนักเตะที่เก่งมากแค่ไหนในอนาคต และเราก็มักจะพูดกันอยู่เสมอว่า -เดี๋ยวเราคงต้องเปลี่ยนเบอร์ในเร็วๆ นี้แน่ๆ-.

    "ก่อนหน้านี้เรามักจะเก็บชุดสำหรับการฝึกซ้อมและชุดสำหรับการลงเล่นของเขาเอาไว้จนถึงนาทีสุดท้าย เผื่อเกิดกรณีที่ เทรนท์ จะอยากขอเบอร์ที่ต่ำกว่านี้ แต่มันไม่เคยเกิดขึ้นเลย เขาพอใจกับเบอร์ที่ได้รับอย่างชัดเจน"

    "การที่ เทรนท์ ยังคงใช้เบอร์นั้นอยู่มันทำให้ผมคิดว่าเบอร์นี้เป็นเบอร์ที่เป็นเอกลักษณ์ไปแล้วล่ะ ผมคิดว่าพอผ่านไปเรื่อยๆ และพอ เทรนท์ ได้ลงเล่นไปเรื่อยๆ แล้วมันก็จะมีความโดดเด่นมากขึ้นไปอีก ผมคิดว่าตอนนี้เบอร์นั้นเป็นเบอร์ที่อยู่ในใจของแฟนบอลหลายคน รวมถึงสตาฟฟ์หลายรายแล้ว เพราะเด็กหนุ่มจากท้องถิ่นที่ก้าวขึ้นมาจากอะคาเดมี่เป็นคนใส่มัน มันให้ความรู้สึกแปลกๆ อยู่เหมือนกันที่เบอร์นั้นกลายเป็นเบอร์หลักของทีมจริงๆ ตอนนี้คุณมักจะเห็นเด็กๆ หลายคนเดินไปเดินมาพร้อมกับใส่เสื้อเบอร์ 66 กันแล้ว ปกติแล้วมันเป็นหนึ่งในเบอร์ธรรมดาที่พอคุณมอบให้นักเตะแล้วน่ะ คุณก็คิดว่ามันจะถูกส่งต่อไปให้คนอื่นในอีก 1 ปีให้หลัง"